
ชนิดของปลาที่พบในบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์
ชื่อปลา |
ชื่อวิทยาศาสตร์ |
| กดเหลือง | Mystus nemurus (cuv & Val ) |
| กราย,หางแพน | Notopterus chitala(Hamilton) |
| กริม, หมัด,กัดป่า | Trichopsis vittatus ( cus & Val ) |
| กระทุงเหวเมือง | Xenentodon cancila (Hamilton) |
| กะเบนขาว,กระเบนน้ำจืด | Dasyatis bleekeri ( Blyth ) |
| กระสูบขาว , สูด , สูบ | Hampala macrolepidota Van Hasselt |
| กะดี่นาง | Trichogaster microloepis ( Gunther ) |
| กะดี่หม้อ | Trichogaster trichopterus ( Pallas ) |
| กะสง | Ophiccephalus striatus Bloch |
| กระทิง | Mastocembelus armatus |
| กระมัง,แพะ,วี,เหลี่ยม | Puntioplites proctozysron (Bleeker) |
| กระโห้ | Catlocarpio siamensis Boulenger |
| กัด | Betta splendens (Regan) |
| กา, เพี้ย | Morulius chrysopekadion( Bleeker ) |
| เกล็ดถี่ ,นางเกล็ด,ปลาพรม | Thynnichthys thynoides (Bleeker ) |
| แก้มช้ำ,ปกส้ม,ปลาส้ม | Puntius orpoides (Cuv & Val) |
| ข้างลาย | Pututius paratipentazonz (Fowler) |
| ข้าวเม่า | Chanda baculis (Hamilton) |
| ข้าวเม่า | Chanda wolffii (Bleeker) |
| แขยงข้างลาย | Mystus vittatus (Bloch) |
| แขยงใบข้าว |
|
| แขยงใบข้าว, แขยงชาย,ธง | Heterobagus bocourti (Bleeker) |
| เค้า | Wallagonia attu (Bloch) |
| จิ้มฟันจรเข้ | Xenentodon cancila (Hamilton) |
| ชะโอน ,หน้าสั่น | Ompok bimaculatus (Bloch) |
| ชิวหนวดยาว | Esomus metallicus Ahl |
| ชิวอ้าว,ไอ้อ้าว | Luciosoma bleekeri Steindachner |
| ช่อน,ก่อ,หลิบ | Ophicephalus striatus (Bleeker) |
| ทรงเครื่องหางแดง | Labeo bicolor H.M.Smith |
| แดง | kryptopterus bleeker Gunther |
| ตะเพียนทราย,หนามหลัง,ใส้ตัน | Catlocarpio apogon (Cuv & Val) |
| ตะโกก | C. enoplos (Bleeker) |
| ตะเพียนขาว, ปีก | Puntius gonionotus (Bleeker) |
| ตามิน | Amblyrhynchichthys truncatus (Bleeker) |
| เทโพ | Pangasius larnaudii Bocourt |
| ผึ้ง, รากกล้วย, อีดูด | Gyrinocheilus aymonieri (Tirant) |
| นวนจันทร์ | Cirrhinus microlepis Sauvage |
| นิล | Tilapia nilotica ( Linn ) |
| เนื้ออ่อน | Siluroides hypophthalmus (Bleeker) |
| เนื้ออ่อน ,ชะโอน | Kryptopterus crytopterus (Bleeker) |
| น้ำเงิน,ชะโอน | K. apogon (Bleeker) |
| บ้า | Leptobarbus hoevenii (Bleeker) |
| บู่ทราย | Oxyeleotris marmoratus (Bleeker) |
| เบี้ยว , คางเบือน | Wallago dinema (Bleeker) |
| ปักเป้าดำ, เป้า | Tetraodon leiurus Bleeker |
| แปป | Paralaubuca typus (Bleeker) |
| พรม,พรมหัวเหม็น | Osteochilus melanopleura (Bleeker) |
| เพียว | Kryptopterus moori |
| ม้า | Pseudosciaena soldado (Lacepede) |
| แมว | Setipinna melanochir (Bleeker) |
| รากกล้วย, ซ่อนทราย | Acanthopsis chirorhynchos (Bleeker) |
| แรด | Osphronnemus goramy Lacepede |
| ลิ้นหมา | Synaptura aenea H.M.Smith |
| ลิ้นหมา | Achiroidoes leucorhynchos (Bleeker) |
| ฉลาด,สลาด | Notopterus notopterus (Pallas) |
| สลิด,ใบไม้ | Trichopsis pectoralis (Pallas) |
| สร้อยขาว | Crossocheilus reba (Hamilton) |
| สร้อยนกเขา | Osteochilus hasselti (Cuv & Val) |
| สร้อยลูกกล้วย | Labeoberbus spilopleura H.M.Smith |
| สวาย | Pangasius sutchi Fowler |
| สังกะวาด | Laides hexanema |
| เสือตอ | Datnioides microlepis |
| หนวดพรามห์ | Polynemus paradiseus |
| หลด | Mastocembelus armatus ( Bloch) |
| หมอช้างเหยียบ | Pristolepis fasciatus (Bleeker) |
| หมอไทย, สะเด็ด | Amabas testudineous (bloch) |
| หางไก่ | Coilia macrognathos (Bleeker) |
| หางไหม้ | Balantiocheilus melanopterus (Bleeker) |
| หมู, หมูขาว | Botia modesta (Bleeker) |
| หมู, หมูเหลือง | Botia horae H.N.Smith |
| ไหล | Fluta alba (Zuiew) |
ข้อมูลเพิ่มเติมของปลาบางชนิดที่พบในบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์

| ชื่อไทย | เสือตอ ,ลาด |
| ชื่อสามัญ | Siamese tiger fish, Gold datnoid |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | Coius microlepis Bleeker |
| ถิ่นอาศัย | บึงบอระเพ็ด แม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง แม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง นอก จากนี้ยังพบในประเทศเขมร อินเดีย พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย |
| ข้อมูลทั่วไป มีลักษณะลำตัวค่อนข้างลึกและแบนข้างมาก ลำตัวเป็นสีครีม เหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอ่อน มีลายดำพาดขวางลำตัวประมาณ 6 ลาย จงอยปากค่อนข้างยาว ปากกว้าง มุมปากยาวถึงตา ตามีขนาดใหญ่ เกล็ดขนาดเล็ก เส้นข้างตัวโค้งมาก เกล็ดตามเส้นข้างตัวมีประมาณ 105-106 เกล็ด ครีบเป็นสีน้ำตาลอ่อน ครีบหลังมีก้านครีบใหญ่แข็งแรง แหลมคม ประกอบด้วยก้านครีบแข็ง 12 อัน ก้านครีบอ่อน 15-16 อัน บริเวณฐานครีบมีเกล็ดปกคลุม ครีบก้นมีก้านครีบแข็ง 3 อัน ก้านครีบอ่อน 10 อัน ก้านครีบอันที่ 2 ใหญ่และแข็งแรง บริเวณฐานครีบมีเกล็ดปกคลุมเช่นเดียวกัน ส่วนก้านครีบแข็งของครีบท้องไม่ใหญ่และแข็งแรงเท่าครีบหลังและครีบก้น ครีบหางกลม |
|
| อาหาร อาหารธรรมชาติของปลาชนิดนี้ได้แก่ ลูกกุ้ง ลูกปลาและแมลงน้ำบางชนิดที่มีชีวิต ถ้าเป็นปลาเลี้ยงสามารถให้ลูกกุ้งและลูกปลาที่ไม่มีชีวิตแทนได้ ส่วนลูกปลาขนาดเล็กกินอาหารพวกโรติเฟอร์ ไรน้ำ ลูกกุ้งวัยอ่อน และตัวอ่อนแมลงน้ำ ซึ่งมีขนาดเล็กที่ลูกปลาสามารถจะกลืนกินเข้าไปได้ |
|
| ขนาด ในธรรมชาติ ปลาเสือตออาศัยอยู่ในระดับน้ำลึก 2-6 ม. ชอบอาศัยในที่โล่งแจ้งมีพันธุ์ไม้น้ำน้อยหรือในแหล่งน้ำที่มีตอไม้ขนาดใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาวลำตัวประมาณ 40 ซม. แต่ขนาดโดยเฉลี่ยที่พบมากมีความยาวประมาณ 20 ซม. ปลาเพศผู้เริ่มมีน้ำเชื้อตั้งแต่น้ำหนัก 300 ก. ปลาเพศเมียเริ่มไข่ตั้งแต่น้ำหนัก 800 ก. ปลาน้ำหนัก 1.8 กก. จะมีไข่ประมาณ 323,000 ฟอง และปลาน้ำหนัก 3.6 กก. จะมีไข่ประมาณ 715,660 ฟอง ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 มม. ไข่เป็นประเภทไข่ลอย มีปริมาณไขมันมาก ฤดูวางไข่อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนสิงหาคม ปลาชนิดนี้สามารถเลี้ยงให้วางไข่ในตู้หรือในบ่อได้ ปลาสามารถวางไข่ผสมพันธุ์กันเองโดยวิธีธรรมชาติ ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 12-14 ชม. ที่อุณหภูมิ 29 ฐซ. |
|
| ประโยชน์ ปลาเสือตอเป็นปลาน้ำจืดพื้นเมืองของไทยที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากชนิดหนึ่ง มีเนื้อแน่น รสดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ราคาสูงมาก (กก.ละ 200-300 บาท) ส่วนปลาขนาดเล็กนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เนื่องจากมีสีสรรและลวดลายสวยงาม ปัจจุบันชาวประมงได้รวบรวมลูกปลาขายเป็นปลาสวยงามและส่งออกจำหน่ายต่างประเทศปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้ปลาเสือตอมีปริมาณลดน้อยลงไปหาได้ยากจนเกือบจะสูญพันธุ์ |
|

| ชื่อไทย | เสือพ่นน้ำ |
| ชื่อสามัญ | Archer fish |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | Toxotes chatareus (Hamilton) |
| ถิ่นอาศัย | พบในแหล่งน้ำทั่วไปที่ติดต่อกับทะเล โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นน้ำกร่อย ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ |
| ข้อมูลทั่วไป ลักษณะตัวสั้นป้อม แบนข้างมากเนื่องจากเป็นปลาที่ชอบว่ายอยู่บริเวณผิวน้ำ แนวสันหลังจากจงอยปากถึงหน้าครีบหลังเกือบเป็นเส้นตรง ปากเฉียงขึ้นข้างบน ตาอยู่ใกล้แนวสันหลัง มีรอยประสีดำบริเวณส่วนครึ่งบนลำตัวประมาณ 5-6 แต้ม ขอบครีบหลังและครีบก้นมีสีดำ ปลาเสือสามารถพ่นน้ำไปได้ไกลๆ เพื่อล่าแมลงต่างๆ มาเป็นอาหาร การพ่นน้ำนี้กระทำได้โดยแรงกดดันอย่างรวดเร็วของแผ่นแก้มปิดเหงือกและร่องแคบๆ ใต้เพดานปาก |
|
| ขนาด ปลาเสือพ่นน้ำเป็นปลาที่มีขนาดเล็กยาวไม่เกิน 25 ซม. | |
| ประโยชน์ ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจนักในด้านอาหาร เนื่องจากมีเนื้อน้อยและมีกลิ่นไม่ชวนรับประทาน แต่เนื่องจากเป็นปลาที่มีลักษณะสวยงามและเป็นปลาที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดี ในด้านความสามารถในด้านการล่าแมลงของมัน จึงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศในด้านการเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม |
|

| ชื่อไทย | ตะเพียนขาว |
| ชื่อสามัญ | COMMON SILVER BARB |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | |
| ถิ่นอาศัย | แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีกระแสน้ำไหลอ่อนๆ หรือน้ำนิ่งในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นอกจากนั้นยังพบในประเทศอินโดนีเซีย |
| ข้อมูลทั่วไป ลักษณะลำตัวยาวรีแบนข้างมาก ความยาวลำตัววัดจากปากถึงโคนหางเป็น 2.2-2.6 เท่าของความลึกลำตัว และ 3.9-4.2 เท่าของความยาวหัว เกล็ดบริเวณท้องและด้านข้างลำตัวสีขาวเงิน ส่วนเกล็ดบริเวณด้านหลังสีคล้ำกว่าด้านข้างลำตัวเล็กน้อย จงอยปากกลม มีหนวดสั้นๆ 2 คู่ ที่ขากรรไกรบนและปลายจงอยปาก ครีบหลังและครีบหางสีเทาหรือเทาอมเหลือง ครีบท้องและครีบก้นสีส้มอ่อน ครีบอกใสไม่มีสี ครีบหลังมีก้านครีบแข็ง 3 อัน ก้านครีบอ่อน 8 อัน ก้านครีบแข็งอันสุดท้ายหยักเป็นซี่ฟันเลื่อย เกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว 26-28 เกล็ด |
|
| อาหาร ในธรรมชาติปลาตะเพียนขาวกินอาหารแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ พืชน้ำและตัวอ่อนแมลงน้ำเป็นอาหาร ในการเลี้ยงอาจให้อาหารสมทบจำพวกแหนเป็ด ผักบุ้ง เศษผักหรือให้อาหารผสมที่มีส่วนประกอบของปลายข้าว รำละเอียด ปลาป่น กากถั่วลิสง ใบกระถินและวิตามินต่างๆ |
|
| ขนาด ขนาดใหญ่สุดของปลาชนิดนี้มีความยาวลำตัวถึง 33 ซม. | |
| ประโยชน์ ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาพื้นเมืองของไทยที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากชนิดหนึ่ง เนื้อมีรสดีนิยมรับประทานกันทั่วไป ปัจจุบันนิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็วและแพร่พันธุ์ได้ง่าย |
|

| ชื่อไทย | สวาย |
| ชื่อสามัญ | Stripped catfish |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | Pangasianodon hypophthalmus |
| ถิ่นอาศัย | แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก และแม่น้ำโขง รวมทั้งแม่น้ำสาขาและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่มีทางติดต่อกับแม่น้ำดังกล่าว ประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม |
| ข้อมูลทั่วไป เป็นปลาไม่มีเกล็ด ลำตัวเรียวยาวแบนข้างเล็กน้อย สันหลังนับจากบริเวณปลายครีบหลังไปจนถึงโคนหางโค้งเพียงเล็กน้อยหรือเกือบเป็นสันตรง ส่วนบริเวณหน้าครบหลังเอียงลาดลงจนจรดจงอยปาก ส่วนท้องตรง หัวแบนลงเล้กน้อย สีลำตัวในปลาโตเต็มวัยเป็นสีเทาเข้มหรือเทาอมน้ำตาล บริเวณท้องสีขาว แต่ในลูกปลามีขนาดต่ำกว่า 20 ซม. จะมีแถบสีดำ 3 แถบ ตามความยาวลำตัว แถบแรกอยู่ค่อนไปทางด้านหลัง แถบที่สองอยู่แนวเส้นข้างตัว แถบที่สามอยู่เหนือฐานครีบอกแล้วโค้งลงจนจรดปลายครีบก้น แถบสีดำจะจางลงไปเมื่อลูกปลาโตขึ้นและจะหายไปหมดเมื่อปลามีขนาดความยาวประมาณ 35 ซม. ปากอยู่ต่ำ ขากรรไกรล่างยาวกว่าขากรรไกรบน ฟันที่ขากรรไกรเล็กละเอียด ตามีขนาดเล็กอยู่หลังมุมปาก อยู่ในระดับเดียวกับมุกปากหรือต่ำว่าเพียงเล็กน้อย หนวดมี 2 คู่ หนวดที่ขากรรไกรบนยาวกว่าหนวดที่ขากรรไกรล่าง ครีบหลังมีก้านครีบแข็ง 1 อัน ก้านครีบอ่อน 6 อัน ก้านครีบแข็งมีลักษณะเป็นฟันเลื่อยแหลมคม ทีครีบไขมันขนาดเล็กอยู่ระหว่างครีบหลังและครีบหาง ครีบก้นมีก้านครีบแข็ง 4 อัน ก้านครีบอ่อน 30-32 อัน ครีบอกมีก้านครีบแข็ง 1 อัน ก้านครีบอ่อน 8 อัน ครีบหางค่อนช่างยาวและเว้าลึก |
|
| อาหาร ฟอง เป็นปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ | |
| ขนาด ปลาสวายเป็นปลาขนาดใหญ่ โตเต็มวัยอาจยาวถึง 1.5 เมตร | |
| ประโยชน์ เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาก นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว | |

| ชื่อไทย | ตะเพียนทอง |
| ชื่อสามัญ | Red tinfoil barb, Goldfoil barb |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | Puntius altus (Gunther) |
| ถิ่นอาศัย | พบทั่วไปในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำทุกภาคของประเทศไทย |
| ข้อมูลทั่วไป ปลาตะเพียนทองเป็นปลาที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับปลาตะเพียนขาวเช่นเดียวกับปลากระแห ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายกับปลากระแหมาก โดยเฉพาะปลาที่มีอายุน้อย แทบจะแยกความแตกต่างไม่ออก ลักษณะลำตัวแบนข้างและกว้าง ความยาวจากปลายปากถึงโคนหางประมาณ 1.8-2.0 เท่าของความกว้างของลำตัว บริเวณกระพุ้งแก้มและบริเวณลำตัวโดยเฉพาะบริเวณท้องจะมีสีเหลืองเห็นได้ชัดเจนมากกว่าปลากระแห มีหนวด 2 คู่ เช่นเดียวกับปลากระแห แต่หนวดที่ขากรรไกรบนมีความยาวเท่าหรืออาจจะสั้นกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางตา ครีบหลังของปลาตะเพียนทองบริเวณโคนครีบมีสีเทา ส่วนปลายเป็นสีเทาอมดำไม่ดำเข้มเช่นปลากระแห ครีบท้องและครีบก้นสีแดงสด ครีบอกสีเหลือง ครีบหางสีแดงอ่อน บริเวณขอบบนและขอบล่างของครีบหางมีสีเทา ไม่เห็นเป็นขอบสีดำชัดเจนเช่นปลากระแห ก้านครีบแข็งอันสุดท้ายของครีบหลังมีซี่ฟันเลื่อย 5-12 ซี่ เกล็ดตามเส้นข้างลำตัว 31-32 เกล็ด |
|
| อาหาร ปลาตะเพียนทองชอบกินพืชใต้น้ำ แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์และตัวอ่อนแมลงน้ำเป็นอาหาร | |
| ขนาด ขนาดของปลาตะเพียนทองเมื่อโตเต็มที่เล็กกว่าปลากระแห ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 25 ซม. ขนาดที่พบส่วนใหญ่ประมาณ 15-18 ซม. | |
| ประโยชน์ ปลาชนิดนี้นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามเช่นเดียวกับปลากระแห | |
จัดทำโดย
องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ www.nakhonsawanpao.org
โทร 0-5680-3567-70 ต่อ 701